WWW
YourDomain
ลงทะเบียน    ลืมรหัสผ่าน

ฉลากนาโน (NanoQ) อีกก้าวความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมไทย


  ฉลากนาโน (NanoQ) อีกก้าวความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมไทย

        คุณพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้รับเกียรติขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ "อนาคตอุตสาหกรรมไทยกับการยกระดับด้วยนาโนเทคโนโลยี" ในงานเสวนา "ฉลากนาโน(NanoQ) อีกก้าวกับความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมไทย" เมื่อวันพุธที่ 19 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา ณ ห้องวิภาวดี บอลรูม เอ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของนาโนเทคโนโลยีกับภาคอุตสาหกรรมว่า . . .

         นาโนเทคโนโลยี เป็นนวัตกรรมใหม่ที่สามารถนำมาใช้ในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ได้มากถึง 15 - 35% อีกทั้งผลิตภัณฑ์ที่เป็นนาโนเทคโนโลยียังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์นาโนสำเร็จรูปให้กับผู้บริโภค ในรูปแบบของฉลากนาโน (NanoQ) โดย "ฉลากนาโน" คือ ฉลากที่รับรองว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์นั้นมีวัสดุนาโนเป็นส่วนประกอบหรือใช้นาโนเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตและทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปจากผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตโดยไม่ใช้นาโนเทคโนโลยี เช่นคุณสมบัติการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย คุณสมบัติการสะท้อนน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ ฉลากนาโนจะให้การรับรองกับผลิตภัณฑ์ 4 กลุ่ม คือ 1) สีและสารเคลือบผิว 2) สิ่งทอ รวมเครื่องนุ่งห่ม 3)เซรามิก และ 4) บรรจุภัณฑ์พลาสติกในครัวเรือน

         ปัจจุบันถือได้ว่า นาโนเทคโนโลยี ได้เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจำนวนผลิตภัณฑ์นาโนเทคโนโลยี ณ มีนาคม 2554 มีอยู่ 1,317 สายการผลิต โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มสุขภาพและฟิตเนส(รวมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์กันแดด) ถึง738 สายการผลิต หรือคิดเป็น 56% รองลงมาเป็นกลุ่มบ้านและสวน และยานยนต์ ตามลำดับ Nationnal Science Foundation (NSF) ได้คาดการณ์ว่าในปี 2558 ผลิตภัณฑ์นาโนเทคโนโลยีทั่วโลก จะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 43 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัสดุถึง 31 % รองลงมาได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 28% และ ยา 17 % ตามลำดับ

 
        นาโนเทคโนโลยี สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับทุกอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข การนำนาโนเทคโนโลยีชีวภาพ (nanabiotechnology) มาใช้เพื่อวิเคราะห์และวินิจฉัยโรค การค้นพบยาชนิดใหม่ วิธีการรักษาโรคแบบใหม่ ระบบนำส่งยานำวิถี วิศวกรรมเนื้อเยื่อ เป็นต้น ด้านอุตสาหกรรมและการเกษตรเช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารอัจฉริยะ (Smart Food) ที่ให้รสชาติ และกลิ่นเหมือนอาหารจริง และตอบสนองต่อ ร่างกายผู้บริโภคในเชิงสารอาหารเป็นต้น อุตสาหกรรมไฮเทค มีการนำนาโนอิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ทำให้มีขนาดเล็ก เบา ประสิทธิภาพการทำงานสูง อุตสาหกรรมยานเยนต์ มีการนำวัสดุนาโน (nanometerial) ที่มีความเบาและแข็งแกร่ง มาใช้ในการผลิตชิ้นส่วน ประกอบต่างๆของรถยนต์ ซึ่งจะทำให้รถยนต์และชิ้นส่วนมีคุณสมบัติที่ดีขึ้น มีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น และในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่น ผ้าไหมกันน้ำไม่ยับ เสื้อผ้าป้องกันรังสี UV เสื้อกีฬา ถุงเท้าป้องกันแบคทีเรีย ปลอดเชื้อปลอดกลิ่น เป็นต้น 

       "นาโนเทคโนโลยี" จึงนับเป็นนวัตกรรมที่มีความสำคัญ ต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในอุตสาหกรรมหลักและอุตสาหกรรมสนับสนุนของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และเป็นปัจจัยหลักที่สร้างกำไรในเกือบทุกสาขาอุตสาหกรรม เนื่องจากสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มี คุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากสินค้าปกติทั่วไป รวมถึงมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอุตสาหกรรมได้อย่างมากมาย นาโนเทคโนโลยีไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ตลอดจนส่งผลต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอีกด้วย ภาครัฐและภาคเอกชนจึงควรร่วมมือกันในการส่งเสริมให้สาธารณะชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของนาโนเทคโนโลยี ตลอดจนร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรบุคคลเพื่อรองรับนาโนเทคโนโนลยีในปัจจุบันและอนาคตต่อไป

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่ออุตสาหกรรม 

ที่มา : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
เว็บไซต์ : http://www.fti.or.th
อีเมล์ : information@off.fti.or.th
ปรับปรุงโดย : อารยา จิรรัตนพันธ์
ปรับปรุงเมื่อ : 21 มิถุนายน 2556
       Intro-Business Matching ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยได้เจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมที่ทางโครงการฯ จัดขึ้น และได้การสนับสนุนในการจัดกิจกรรม Business Matching แก่หน่วยงานอื่น ในปี 2552 ได้จัดกิจกรรมทั้งหมด 24 ประเทศ และในปี 2553 จะมีกิจกรรม Inter-Business Matching โดยเน้น 6 ประเทศหลัก
       จากนโยบายภาครัฐที่มุ่งให้การสนับสนุนส่งเสริมการประกอบธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ โดยส่วนหนึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้รับมอบหมายจากราชการอันประกอบด้วยกรมศุลกากรและกรมสรรพากร ในการดำเนินการพิจารณาความน่าเชื่อถือทางธุรกิจของบริษัทที่มีความประสงค์จะยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เพื่อการอำนวยความสะดวกทางการประกอบธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ อันประกอบด้วย
            สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท. ) โดยการมอบหมายจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จึงได้เปิดให้บริการ "การพิจารณาสูตรการผลิต" ที่ผู้ประกอบการจะยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ BOI ในมาตรา 36 โดยเริ่มนำร่องในผลิตภัณฑ์ประเภทผลิตภัณฑ์พลาสติก การให้บริการพิจารณาสูตรการผลิตจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภายใต้ความ มุ่งมั่นให้บริการด้วย ความรวดเร็ว ความถูกต้อง และ ให้บริการด้วยจรรยาบรรณ จะช่วยสร้างความรวดเร็ว ลดระยะเวลา ในกระบวนการยื่นรับสิทธิประโยชน์จาก BOI นอกจากนั้น ยังช่วยในการลดค่าใช้จ่ายด้านเอกสาร 
       สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีนโยบายในการจัดกิจกรรมอบรมและสัมมนา อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความรู้ และสร้างเสริมประสบการณ์ ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้แก่สมาชิกในวงการอุตสาหกรรมไทย และผู้สนใจทั่วไป